📢 Gate 廣場 TradFi 交易分享挑戰上線!
晒单瓜分 $30,000 獎池,新人首帖 100% 中獎!
📌 參與方式:
帶 #TradFi交易分享挑战 發帖,滿足以下任一即可:
🔹 帶今日指定 TradFi 幣種標籤發帖交流。
🔹 完成單筆大於 $10U 的 TradFi CFD 交易並掛載交易卡片。
🏷️ 今日指定標籤:USDJPY、AUDUSD、US30、TSLA、JPN225
🎁 寵粉福利:
1️⃣ 卡片分享獎: 抽 50 人,每人送 $100 仓位體驗券!
2️⃣ 發帖榜單獎: 衝排行榜,贏 WCTC 限定 T 恤!
3️⃣ 新粉見面禮: 新人首次發帖,100% 領 $10 體驗券!
詳情:https://www.gate.com/announcements/article/51221
เพิ่งสังเกตว่าเรื่องอุปสงค์และอุปทานนี่ยังคงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับการเข้าใจการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดการเงิน
ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ พลังงาน หรือแม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัล ความต้องการซื้อและแรงขายมักจะเป็นตัวจริงที่ขับเคลื่อนทุกอย่าง
พอดีเห็นการแสดงตัวอย่างของสงครามอิหร่านที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดในมีนาคมที่ผ่านมา ผลกระทบต่อน้ำมันดิบเป็นการศึกษาดีๆ ว่าเมื่ออุปทานหดตัวลงกว่า 20% ของโลกแล้ว ความต้องการซื้อยังคงเดิม ราคาก็พุ่งขึ้นแบบไม่มีใจ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Supply Shock
เรื่องนี้ไม่ยากอย่างที่คิด ความต้องการซื้อจริงๆ ก็คือความอยากซื้อสินค้าที่ราคาต่างๆ กัน และเมื่อราคาลดลง ผู้คนก็มักจะซื้อมากขึ้น ส่วนอุปทานก็คือปริมาณที่ผู้ขายเสนอขาย เมื่อราคาเพิ่มขึ้น พวกเขาก็ยินดีขายมากขึ้น นี่เป็นกฎธรรมชาติของตลาด
มีเรื่องที่น่าสังเกต คือ ในตลาดการเงิน ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการซื้อหุ้นนั้นซับซ้อนกว่าตลาดสินค้าทั่วไป อัตราดอกเบี้ย การเติบโตทางเศรษฐกิจ สภาพคล่องของระบบการเงิน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งหมดนี้มีผลต่อว่าผู้คนจะยินดีซื้อหุ้นหรือไม่ เมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ นักลงทุนมักหนีไปหาผลตอบแทนในตลาดหุ้นมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการซื้อพุ่งขึ้น
ส่วนอุปทานของหุ้นนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัท เช่น การซื้อหุ้นคืนจะลดอุปทาน การเพิ่มทุนจะเพิ่มอุปทาน และการ IPO ของบริษัทใหม่ก็เพิ่มจำนวนหลักทรัพย์ในตลาด
เมื่อเส้นอุปสงค์และเส้นอุปทานตัดกัน นั่นคือจุดดุลยภาพ ที่ราคาและปริมาณมีแนวโน้มจะคงที่ เพราะถ้าราคาปรับขึ้นจากจุดนี้ ผู้ขายจะขายมากขึ้น แต่ผู้ซื้อจะซื้อน้อยลง ทำให้เกิดสินค้าคงคลัง ราคาก็จะปรับลงกลับมา ในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาปรับลง ผู้ซื้อจะซื้อมากขึ้น แต่ผู้ขายจะขายน้อยลง ทำให้สินค้าขาดแคลน ราคาก็จะปรับขึ้นกลับมา
ในการเทรด เราสามารถใช้หลักการนี้มาวิเคราะห์ได้ เช่น การดูแท่งเทียน ถ้าแท่งเทียนสีเขียว แสดงว่าแรงซื้อแรง ถ้าสีแดง แสดงว่าแรงขายแรง หากเป็น Doji ก็แสดงว่าทั้งสองฝ่ายแข็งแรงเท่าๆ กัน
การวิเคราะห์แนวโน้มราคาก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ถ้าราคาทำจุดสูงใหม่เรื่อยๆ แสดงว่าความต้องการซื้อยังแรง ถ้าทำจุดต่ำใหม่เรื่อยๆ แสดงว่าแรงขายแรง แต่ถ้าราคาเคลื่อนไหวในกรอบ แสดงว่าสมดุลกัน
เทคนิค Demand Supply Zone นั้นค่อนข้างนิยม เหตุผลก็คือมันช่วยให้เราหาจังหวะซื้อขายได้ดีกว่า เช่น เมื่อราคาวิ่งลงอย่างรวดเร็ว (Drop) แล้วพักตัวในกรอบ (Base) แล้วกลับขึ้นมา (Rally) นี่คือรูปแบบ DBR ที่นักเทรดสามารถเข้าซื้อได้ที่จุดเบรคเอาท์ ในทางตรงกันข้าม RBD คือเมื่อราคาวิ่งขึ้น พักตัว แล้วดิ่งลง นักเทรดสามารถเข้าขายได้
ส่วนการเทรดตามแนวโน้ม (Continuation) มักจะเกิดบ่อยกว่า เช่น RBR ที่ราคาวิ่งขึ้น พักตัว แล้ววิ่งขึ้นอีก หรือ DBD ที่ราคาดิ่งลง พักตัว แล้วดิ่งลงอีก
ตรงนี้ก็คือที่น่าสนใจ หากคุณเข้าใจอุปสงค์และอุปทานแล้ว คุณก็สามารถคาดการณ์ราคาได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะใช้การวิเคราะห์พื้นฐาน (ดูที่ผลประกอบการ การคาดการณ์ผลกำไร ปัจจัยเศรษฐกิจ) หรือการวิเคราะห์เทคนิค (ดูแท่งเทียน แนวโน้ม แนวรับแนวต้าน)
จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ยากเลย แต่ต้องอาศัยการทดลองและการสังเกตราคาจริงๆ ในตลาด ถ้าคุณเข้าใจว่าความต้องการซื้อและแรงขายทำงานอย่างไร คุณก็จะเห็นภาพการเคลื่อนไหวของราคาได้ชัดเจนขึ้น และการตัดสินใจลงทุนก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปด้วย